ทำความรู้จัก Oktoberfest เทศกาลเบียร์สุดยิ่งใหญ่

543
0
Share:

หากพูดถึงเบียร์ หรือประเทศแห่งเบียร์ เยอรมันคงจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัวของใครหลายคน เรียกได้ว่าเบียร์อยู่ในสายเลือดของประเทศนี้เลยก็ว่าได้ โดยเยอรมันมีเบียร์มากกว่า 500 ยี่ห้อ สามารถกินได้ตลอดทั้งวันเพราะไม่มีกฎหมายที่กำหนดเวลาจำหน่าย วันนี้ TRAViZGO จะพาคุณไปสัมผัสกับเทศกาลเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่จัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนตุลา-กันยา ที่มิวนิกเมืองหลวงของเยอรมัน กับเทศกาล Oktoberfest จะมีประวัติความเป็นมาและความน่าสนใจอย่างไรบ้าง ตามมาอ่านกันได้เลย

เทศกาลนี้มีมายาวนานกว่า 200 ปี โดยจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1810 ที่กรุงมิวนิก โดยเป็นพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าชายลุดวิกที่ 1 (Ludwig I of Bavaria) และเจ้าหญิงเทเรซา (Princess Theresa of Bavaria) ได้มีการชวนชาวเมืองมาร่วมฉลอง ในงานยังมีการจัดการแข่งขันม้าของราชวงศ์ และได้มีการจัดการอีกในปีถัดมาทำให้เกิดเป็นประเพณีเทศกาล Oktoberfest ได้มีการเพิ่มกิจกรรมในงาน เช่น ส่งเสริมทางการเกษตรของแคว้นบาวาเรีย และในปี ค.ศ. 1818 มีการเพิ่มบรรยากาศงานให้สนุกขึ้นโดยจากเพิ่ม เครื่องเล่นอย่าง ม้าหมุน และชิงช้าสวรรค์เข้ามา ช่วยเพิ่มความคึกคักให้กับงาน และได้กลายเป็นงานเบียร์ที่ยิ่งใหญ่ในปี ค.ศ. 1896 จากงานที่เป็นเพียงแค่การยืนดื่มเบียร์ฉลอง สู่งานเบียร์ที่มีโรงเบียร์ต่าง ๆ ทั่วเยอรมนี มาตั้งเต็นท์กัน จนกลายเป็นหนึ่งในงานเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน มีผู้คนมาเข้าร่วมหลักล้านคนในแต่ละปี หนึ่งในไฮไลท์ของการมาเยือนมิวนิกที่ห้ามพลาด

งานจะจัดเป็นเวลา 16-18 วัน ในช่วงกลางเดือนกันยายน จนถึงต้นเดือนตุลาคมของทุกปี งานจัดขึ้นที่บริเวณลานขนาดใหญ่ที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟใต้ดิน Theresienwiese โดยในปีนี้จะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 16 กันยายน ถึง 3 ตุลาคม 2566 ปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 188 โดยงานจะเปิดตั้งแต่เวลา 9.00 น. และปิดตอน 23.00 น. ภายในงานมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมาย เช่น ขบวนพาเหรดรถม้าบรรทุกถังเบียร์ ที่เป็นของโรงเบียร์ต่าง ๆ ที่มาตั้งเต็นท์ภายในงาน และไฮไลท์คือมีการแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองเดิมมาเดินพาเหรดด้วย โดยการแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองของผู้ชายเรียกว่าชุด Lederhosen มีลักษณะเป็นเอี๊ยม และผู้หญิงสวมชุดกระโปรงที่เรียกว่า Dirndl  การเดินขบวนพาเหรดของงานนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก โดยในขบวนใช้ผู้คนกว่า 9,000 คน โดยเดินไปตามเส้นทางต่าง ๆ ให้ผู้ที่มาเที่ยวงานได้ชมความสวยงาม ชมขบวนพาเหรดแล้วมาเพลิดเพลินกันต่อกับเสียงเพลงภายในงาน ที่มีการจ้างวงดนตรีกว่า 400 วงมาค่อยสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันแสดง จิบเบียร์เคล้าเสียงดนตรี หรือใครอยากสนุกภายในงานก็มีโซนเครื่องเล่นที่เหมือนกับว่าเอาสวนสนุกมาไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นม้าหมุนลอยฟ้า ชิงช้าสวรรค์ รถไฟเหาะ และอื่น ๆ ให้ได้สนุกสนานกันอย่างเต็มที่

อีกหนึ่งประเพณีของงานนี้คือ Tapping Ceremony ประเพณีการเคาะถังเบียร์เปิดงาน เป็นการที่นายกเทศมนตรีของเมืองมิวนิกต้องใช้ค้อนไม้ทุบก๊อกให้เข้าไปติดกับถังเบียร์ โดยต้องทุบให้ได้จำนวนครั้งที่น้อยที่สุด โดยพิธีนี้เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1950 โดยนายกเทศมนตรี Mayor Thomas Wimme ซึ่งเขาเป็นเจ้าของสถิติเคาะมากที่สุดคือ 17 ครั้ง ส่วนคนที่ทำได้น้อยที่สุดคือ 2 อดีตนายกเทศมนตรี Christian Ude และ Dieter Reiter ที่เคาะเพียง 2 ครั้งเท่านั้น โดยหลังจากเสร็จพิธีการเคาะจะมีการจุดพลุฉลอง และเริ่มแจกจ่ายเบียร์ให้แก่ผู้คนในเต็นท์  ไฮไลต์ของเทศกาลนี้ก็คือเบียร์ เพราะเป็นเทศกาลเบียร์ โดยภายในงานมีเบียร์ให้เลือก 6 ชนิดได้แก่ Späten, Hofbräu, Paulaner, Hacker-Pschorr, Augustiner  และ Löwenbräu มีโรงเบียร์ต่างๆ ของเยอรมันที่มาตั้งเต็นท์ให้บริการ โดยมีทั้งหมด 17 เต็นท์ใหญ่ และ 21 เต็นท์เล็ก โดนแต่ละเต็นท์จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป เช่น ใครที่ชอบวัฒนธรรมประเพณีแนะนำเต็นท์ Festzelt Tradition หรือ The Oide Wiesn  เป็นเต็นท์ที่มีบรรยากาศสบายๆ มีจุดเด่นที่กลางเต็นท์จะเป็นเวทีฟลอร์เต้นรำ เต้นรำกับเสียงดนตรีและนักเต้นพื้นเมือง ใครที่ชอบความงามต้องมา Hacker–Festzelt เต็นท์นี้ได้รับการออกแบบอย่างวิจิตรงดงาม ชมความงามที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่แนะนำว่าให้รีบมาเพราะเต็นท์นี้จะเต็มเร็ว ใครสายกินต้อง Fischer–Vroni เต็นท์ที่มีจุดขายเป็น อาหารที่มีชื่อเสียงอย่าง ฟิชออนสติ๊ก ปลารมควันรสชาติเยี่ยมที่นำมาย่านบนเตาที่มีความยาวกว่า 15 เมตร ได้เห็นขั้นตอนการทำแบบสดๆ กินพร้อมกับเบียร์ Augustiner ไปชิมเบียร์ Augustiner ที่มาจากโรงเบียร์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองมิวนิก นี้เป็นเพียงแค่ส่วนเล็ก ๆ เท่านั้นยังมีเต็นท์ต่าง ๆ ให้ได้ไปสัมผัสอีกมากมาย เรื่องความปลอดภัยหายห่วงเพราะมีกฎระเบียบต่างๆ เช่นห้ามสูบบุหรี่ภายในเต็นท์ ห้ามขึ้นไปเต้นบนโต๊ะ ได้สนุกสนานกันแบบสงบสุขอย่างแน่นอน อีกหนึ่งเทศกาลที่ควรค่าแก่การมาสัมผัส หากใครที่มีแพลนจะไปมิวนิกในช่วงกันยายนไม่ควรพลาดงานนี้

 

Share: